วิธีการใช้ชีวิตร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ HIV

การเป็นเอดส์นั้น นอกจากความหดหู่ที่เกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว ยังแพร่ขยายความหดหู่นี้ไปยังครอบครัวอีกด้วย หลายคนพอเป็นเอดส์มักจะโดนทิ้งอยู่ในโรงพยาบาล หรือ ไม่ก็โดนปล่อยทิ้งไว้ที่สถานดูแลผู้ป่วย หากทำแบบนั้นยิ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดอารมณ์หดหู่จนอาการป่วยอย่างอื่นถาโถมเข้ามาจนลุกลามเร็วขึ้น ทางที่ดีหากเป็นเอดส์ควรกลับไปดูแลที่บ้านกับครอบครัวดีกว่า แต่การจะดูแลผู้ป่วยเอดส์ในครอบครัวจะต้องมีข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัดดังนี้

รับประทานยา อย่างสม่ำเสมอ

เอดส์ เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะต้องดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ อย่างดีด้วย หากไม่ดูแลตัวเองจะทำให้โรคที่เกิดขึ้นจากความอ่อนแอของเราเกิดขึ้นมาได้ง่าย ทางหนึ่งที่ต้องดูแลให้ดีก็คือ การรับประทานยา เนื่องจากยาพวกนี้จะทำหน้าที่ต้านไวรัส และป้องกันโรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ผู้ป่วยหลายคนอาจจะไม่ชอบกินยา หรือ ลืมทานยา หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวบ่อยๆ ผลที่ตามมาก็คือเชื้อโรคภายในร่างกายจะเกิดอาการดื้อยา ส่งผลให้การรักษาดูแลตัวเองยากขึ้นไปอีก ดังนั้นคนในครอบครัวต้องช่วยกันเรื่องนี้เพื่อป้องกันเหตุดังกล่าว

การทำตัวปกติ

โรคเอดส์นั้นเอาเข้าจริง มันก็แทบไม่ได้แสดงออกให้เห็นทั่วไปว่าเป็นโรคอะไร หรือ หากจะเป็นโรคจริงมันก็เป็นโรคอื่นมากกว่า นั่นคือข้อดีในการทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่า เค้าเองก็ป่วยปกติไม่ได้เป็นอะไรที่ร้ายแรง คนในครอบครัวต้องทำเหมือนกับว่า ผู้ป่วย เป็นโรคธรรมดา ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไรมาก ทำเหมือนกับว่าเค้าเป็นโรคหวัด ไอ จาม ที่เดี๋ยวก็หาย การทำแบบนี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่เป็นภาระของครอบครัว มีกำลังใจต่อสู้กับโรคร้ายมากขึ้น

อาหาร

อาหารการกิน ต้องเน้นกันหน่อย เนื่องจากอาหารส่งผลต่อสุขภาพโดยตรงได้ อย่างแรกเลยความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญมาก อาหารต้องคัดเลือกมาจากสิ่งที่ปรุงสุกใหม่ สด สะอาด จะทำให้ผู้ป่วยรับประทานได้อย่างสบายใจ ส่วนอาหารเครื่องดื่มที่แสลงและเป็นโทษต่อร่างกาย อย่างเช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของดิบ สารพัดของประหลาดทั้งหลายที่เชื่อกันแบบไม่มีวิทยาศาสตร์รองรับว่ารักษาได้ควรงดเว้นไปก่อน

จัดการเรื่องสารคัดหลั่ง

การดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ หัวข้อที่ต้องระวังมากสุดเป็นเรื่องของเลือด และสารคัดหลั่งที่เกิดจากตัวผู้ป่วยเอง ตรงนี้ต้องระมัดระวังนิดหนึ่ง เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดเชื้อโรคได้ คำแนะนำก็คือ มีดโกน แปรงสีฟัน ควรจะใช้แยกกัน และเก็บแยกไม่ควรปะปนกับคนอื่น สองหากสัมผัสสารคัดหลั่งควรใส่ถุงมือทุกครั้ง และ ทำความสะอาดล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเพื่อฆ่าเชื้อ และขยะที่มีสารคัดหลั่งเจือปน ไม่ว่าจะเป็น กระดาษชำระ ผ้าอนามัย ผ้าพันแผล ควรปิดให้มิดชิด แยกขยะทิ้งจากกองขยะอื่น สุดท้ายหากไม่เข้าใจควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนร่วมกัน เชื่อสิว่าการดูแลผู้ป่วย HIV ไม่ได้ยากอย่างที่คิด