ความรู้เบื้องต้นในการอยู่ร่วมกันกับผู้ป่วย HIV

ผู้ป่วย HIV คือผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสประเภทหนึ่งเข้าสู่ร่างกายจากการติดเชื้อด้วยหลายสาเหตุ เช่น การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่มีการป้องกัน, การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน, การสัมผัสเลือดของผู้ที่มีเชื้อ HIV และอื่นๆ อย่างไรก็ตามแม้ผู้ป่วย HIV จะถูกมองว่าเป็นผู้ป่วยที่ไม่มีใครต้องการ ทว่าจริงๆ แล้วผู้ติดเชื้อ HIV ก็เหมือนกับคนที่ป่วยเป็นโรคๆ หนึ่งเท่านั้นเอง  หากมีการดูแลร่างกายที่ดีก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้แบบปกติกับคนทั่วไป แต่ประเด็นสำคัญก็คือคนที่อยู่ด้วยจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าการแพร่เชื้อ HIV ไม่ใช่ว่าจะแพร่เชื้อกันได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่จะอยู่กับผู้ป่วย HIV อย่างถูกวิธีควรเป็นสิ่งที่ต้องคิดใหม่

การอยู่ร่วมกับผู้ป่วย HIV อย่างถูกวิธี

  1. ไม่ใช้ของร่วมกับผู้ป่วย HIV – ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการไม่ใช้ของร่วมกันไม่ได้หมายถึงการรังเกียจ เพียงแต่ว่านี่เป็นวิธีการอยู่ร่วมกันของผู้ป่วย HIV กับคนทั่วไป เพราะปกติแล้วสิ่งของโดยทั่วไปก็ไม่ควรใช้ร่วมกันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นแปรงสีฟัน, มีดโกน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งของทุกอย่างเสียหน่อย เพราะอย่างจาน, ชาม, ช้อน, ส้อม สิ่งเหล่านี้หากล้างให้สะอาดก็สามารถใช้ร่วมกันได้
  2. ใส่ถุงยางอนามัยหากต้องการมีเพศสัมพันธ์ – การอยู่กับผู้ป่วย HIV โดยเฉพาะกับแฟนหรือคนรักไม่ได้หมายความว่าจะมีเพศสัมพันธ์กันไม่ได้ เพียงแต่ว่าต้องรู้จักป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยและการพยายามไม่สัมผัสกับพวกสารคัดหลั่งต่างๆ
  3. ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยอยู่เสมอ – การทำความสะอาดที่อยู่อาศัยอยู่เสมอจะช่วยให้ไม่มีเชื้อ HIV ไปแพร่กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น บางทีผู้ป่วยอาจทำเลือดหยดเอาไว้แล้วเราไม่รู้ไปสัมผัสเข้ากับร่างกาย เพราะฉะนั้นการทำความสะอาดที่อยู่อาศัยเป็นประจำนอกจากจะทำให้ปลอดภัยแล้วยังช่วยให้ผู้ป่วยเองมีสุขภาพที่ดีด้วย
  4. มองสิ่งต่างๆ ในแง่บวก – ลำพังผู้ป่วย HIV ก็เครียดและซึมเศร้ามากพออยู่แล้ว คนที่อยู่ด้วยจึงจำเป็นต้องพยายามมองโลกในแง่บวก คอยให้กำลังใจ และมองว่าผู้ป่วย HIV ก็คือคนปกติคนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างไปจากคนทั่วไป เพราะเขาแค่ไม่สบายป่วยเป็นโรคๆ หนึ่งเท่านั้น
  5. นำพาไปสร้างสิ่งดีๆ ร่วมกัน – อย่างการทำบุญ การออกกำลังกาย การไปเที่ยวด้วยกันสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จะสร้างกำลังใจชั้นดีให้กับผู้ป่วย HIV ทุกคนให้สามารถทำใจได้ว่าสิ่งที่เขาเป็นนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับคนรอบข้างแถมยังได้แง่คิดดีๆ ในชีวิตกลับมาอีกมากมายเพราะคนรอบข้างเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น

ความสัมพันธ์ของหนองในเทียมกับเอดส์

อาจมีหลายคนเกิดข้อสงสัยว่าหนองในเทียมเกี่ยวข้องกับเอดส์อย่างไร?? หากเป็นหนองในเทียมแล้วสามารถเป็นเอดส์ได้หรือไม่?? ก่อนที่เราจะมาหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ เรามาทำความรู้จักกับโรคหนองในเทียมก่อนดีกว่าคะ ว่าโรคนี้มีอันตรายร้ายแรงแค่ไหน!!!

โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่มักพบมากที่สุดจากเหล่าบรรดาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด จากข้อมูลรายงานของกองกามโรค(อดีต) ในปี 2547 มีผู้ป่วยติดเชื้อโรคหนองในสูงถึง 10.65 รายต่อประชากรแสนราย โดยมีผู้ป่วยโรคหนองในทั่วประเทศทั้งสิ้น 6,720 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ถึง 1,432 ราย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอันตรายว่าจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV เพิ่มขึ้น เพราะผู้ป่วยโรคหนองในมักมีโอกาสติดเชื้อ HIV ง่ายขึ้นเช่นกัน

ซึ่งผู้ป่วยโรคหนองในเทียมเกิดจากเชื้อ Neiserria gonorrhoeae การแสดงอาการในผู้ชายกับผู้หญิงจะแตกต่างกัน โดยในผู้ชาย หลังจากที่ติดเชื้อประมาณ 3-5 วัน เยื่อบุบตาอักเสบ มีผื่นตามตัว ในบางรายมีอาการปวดตามข้อร่วมกับตาแดง มีหนองขุ่น ไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ เวลาปัสสาวะแสบขัด ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่อัณฑะอักเสบ สู่โอกาสที่จะกลายเป็นหมันได้ในที่สุด

ในผู้หญิง อาการที่เห็นชัดเจน คือมีตกขาวเป็นมูกหนอง ไข้ขึ้นสูง ปวดท้องจากอุ้งเชิงกรานอักเสบ ปวดที่บริเวณท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด เชื้ออาจลุกลามไปจนถึงมดลูกส่งผลให้เกิดการท้องมดลูกได้

ส่วนความสัมพันธ์ของโรคหนองในเทียมกับเอดส์ โดยผู้ป่วยหนองในจะมีโอกาสได้รับเชื้อ HIV ได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็มีความสามารถแพร่เชื้อ HIV ให้กับผู้ที่สัมผัส ได้ปริมาณมากกว่าผู้ติดเชื้อ HIV ที่ไม่ได้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จากการสำรวจพบว่ากว่าร้อยละ 77 ของผู้ติดเชื้อ HIV มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์ ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ผู้ป่วยโรคหนองในเทียม คือกลุ่มคนที่เสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HIV มากสุด

ดังนั้นหากไม่อยากจะเป็นโรคหนองในเทียมการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น การมีปฎิสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง, การร่วมเพศโดยไม่มีการสอดใส่) , ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์แม้กับคู่นอนของตนเอง, รักษาความสะอาดส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ

และเมื่อพบว่าตนเองมีอาการติดเชื้อหนองในเทียมแล้ว ควรที่จะรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าปล่อยไว้นานอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและรักษายากกว่าเดิมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังก็ได้คะ

6 สิ่งที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์กับผู้ติดเชื้อ HIV

ถึงแม้ว่าโรคเอดส์จะไม่ใช่โรคใหม่สำหรับประเทศไทย คนไทยส่วนใหญ่เริ่มจะรู้จักและเข้าใจว่าโรคนี้อันตรายอย่างไร แต่ก็น่าประหลาดใจตรงที่คนไทยหลายคนยังมีความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ป่วย HIV ไม่ถูกต้องเท่าที่ควร ดังนั้นเพื่อไขข้อข้องใจในความรู้ที่ไม่ถูกต้อง เราจึงรวบรวมความเข้าใจผิดๆ ที่เกี่ยวกับโรคเอดส์และผู้ติดเชื้อ HIV มาฝากกันคะ

  1. โรคเอดส์ กับ เชื้อ HIV เป็นคนละตัวกัน

  • HIV หมายถึง เชื้อไวรัส
  • เอดส์ หมายถึง ภาวะที่ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายถูกทำร้ายจากไวรัส HIV อีกทีหนึ่ง
  1. โรคเอดส์อาจมีโอกาสที่จะรอดชีวิต

การแพทย์ในยุคปัจจุบันยังไม่สามารถหายาที่จะรักษาโรคเอดส์ได้โดยตรง แต่ถ้าหากพบในระยะที่ยังเป็นการติดเชื้ออยู่ ผู้ป่วยก็ยังพอที่จะทานยาต้านไวรัส เพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำร้ายภูมิคุ้มกันในร่างกาย จนเกิดอาการผิดปกติออกมา ดังนั้นหากพบเชื้อได้เร็ว ก็จะยิ่งควบคุมเชื้อได้ง่าย โอกาสรอดก็มีสูงขึ้น

  1. คนเป็นเอดส์ ติดเชื้อ HIV ต้องเสียชีวิตด้วยอาการแผล ตุ้ม หนอง

สาเหตุของการเกิดแผลต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเชื้อเอดส์ แต่เกิดขึ้นจากเชื้อโรควัณโรค เข้ามาทำร้ายร่างกายหลังจากที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ไม่ดี ปล่อยให้เชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายจนสำแดงอาการออกมา ซึ่งการแสดงอาการของโรคไม่ได้จะเป็นแค่แผลทางผิวหนัง อาจรวมถึง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

  1. ผู้ป่วยโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อ HIV คือคนที่สำส่อนในเพศสัมพันธ์

การติดเชื้อไม่ได้เกิดจากเพศสัมพันธ์เท่านั้นมีหลายคนที่อาจติดเชื้อ HIV จากแม่ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคควบคู่ไปด้วย

  1. เชื้อ HIV ไม่ใช่ไข้หวัดที่จะติดต่อกันได้ง่าย

  • เชื้อ HIV จะไม่ติดต่อกันผ่านทาง กอด จูบ (ยกเว้นกรณีที่มีแผลในปาก แล้วจูบแลกน้ำลายกัน) ทานข้าวร่วมกัน จานเดียวกัน ช้อนคันเดียวกัน มีเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย ลมหายใจ ใช้สิ่งของอุปโภคร่วมกัน
  • เชื้อ HIV ติดต่อกันได้ทาง สารคัดหลั่ง เลือด ผ่านการใช้เข็มฉีดยา การให้นมบุตรของมารดา รับสารคัดหลั่ง เลือดจากปากแผลสดๆ
  1. ผู้ติดเชื้อ HIV ไม่จำเป็นต้องกินยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต

การทานยาต้านไวรัสตรงเวลา   และมีการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ มีโอกาสที่เชื้อไว้รัส HIV จะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จนสามารถหยุดทานยาไปได้ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างสม่ำเสมอประกอบด้วย

ในความเป็นจริงแล้วโรคเอดส์ และเชื้อไวรัส HIV ไม่น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด ลองเปิดใจและมองผู้ที่ติดเชื้อเหมือนคนปกติ แล้วคอยให้กำลังใจให้พวกเขาเหล่านั้นสู้ต่อไปคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดคะ

ควรดูแลผู้ติดเชื้อ HIV อย่างไรให้ถูกต้อง

ในสมัยก่อนถ้าพบว่าผู้ใกล้ชิดสักคนติดเชื้อโรคเอดส์จะต้องถูกปกปิดเป็นความลับไม่ให้ใครล่วงรู้ เพราะกลัวสังคมตั้งข้อรังเกียจ เป็นเหตุให้ผู้ป่วยหลายคนหมดกำลังใจที่จะต่อสู้โรคเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พอในยุคปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้นทำให้ผู้ป่วยได้รับการยอมรับจากสังคม รวมทั้งมีการค้นพบยาต้านไวรัสเอดส์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาว ดังนั้นหากว่าใครมีผู้ใกล้ชิดจึงควรเรียนรู้วิธีดูแลผู้ป่วยตามขั้นตอนเหล่านี้

วิธีการดูแลผู้ป่วย

โดยปกติผู้ป่วยโรคเอดส์ไม่ต้องการยอมรับว่าตัวเองติดเชื้อ HIV และไม่ต้องการเป็นภาระกับผู้อื่น ฉะนั้นเราจึงควรให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสช่วยเหลือตนเองมากที่สุด โดยเฉพาะการอาบน้ำ การรับประทานอาหาร จัดหาห้องให้มีความเป็นส่วนตัวสะอาด แสงส่องเข้าถึง และควรอยู่ใกล้ห้องน้ำพร้อมจัดทิชชู่ ผ้าเช็ดตัวไว้ให้พร้อม แต่ถ้าหากผู้ป่วยเดินไม่ได้ต้อวพยานามพลอกตัวผู้ป่วยทุกสองชั่วโมงเพื่อป้องกันแผลกดทับ

แผลกดทับ

แผลกดทับมักจะเกิดขึ้นที่บริเวณก้น ส้นเท้า สะบัก หรือบริเวณที่ถูกกดทับนานเกิน 2 ชั่วโมง วิธีแก้ไขก็ให้หาเตียงลมหรือเตียงน้ำมาให้กับผู้ป่วย ผ้าปูเตียงต้องแห้งและไม่มีรอยย่น หมั่นนวดบริเวณที่มีแผลกดทับอย่างสม่ำเสมอหากพบว่าผิวหนังเกิดรอยแดงหรือมีแผลต้องรีบแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

อาหารสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV

ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติยิ่งมากก็จะยิ่งเป็นผลดี และควรรับประทานอาหารให้มีความหลากหลาย แต่ก็มีข้อควรระวังคือ

  • ห้ามดื่มนมที่ยังไม่ปลอดเชื้อ
  • ห้ามรับประทานไข่ดิบ อย่าง มายองเนส
  • รับประทานเนื้อสุกโดยไม่มีเนื้อแดงเจือปน
  • ไม่รับประทานปลาที่สุกๆดิบๆ
  • อาหารต้องสะอาด ปลอดเชื้อ และปรุงสดใหม่
  • อย่าให้อาหารที่เตรียมไว้ปนด้วยเลือดวัวหรือเลือดหมู
  • อาหารร้อนควรทานขณะร้อน ส่วนอาหารเย็นต้องทานตอนเย็น

การออกกำลังกาย

ควรจัดให้ผู้ป่วยมีการออกกำลังกายถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ที่นอนติดเตียงก็สามารถออกกำลังกายได้ โดยการขยับแขน ขา ข้อทุกข้อในร่างกายเพื่อป้องกันโรคข้อติด และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังเนื้อเยื่อป้องกันแผลกดทับที่จะเกิดขึ้น

การหายใจ

กรณีที่ผู้ป่วยหายใจลำบากควรให้ผู้ป่วยนั่งเอาหลังพิงหมอน แล้วถ้าพบเสมหะซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถขจัดออกมาเองได้ ผู้ดูแลจะต้องช่วยด้วยการเคาะปอดและดูดเสมหะออกมา

ถึงแม้การดูแลผู้ป่วยจะมีขั้นตอนกระบวนการมากมาย และทำให้ผู้ดูแลรู้สึกเหนื่อยและท้อไปบ้าง แต่ถ้าจะเป็นการช่วยให้ผู้ป่วยซึ่งอาจจะเป็นคนรักหรือญาติสนิทได้มีอายุที่ยืนยาวอยู่กับเราไปนานๆมากขึ้นก็คงจะดีเลยทีเดียว

วิธีบำบัดผู้ป่วย HIV แบบใหม่เข้าสู่ “ระยะสงบ”

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐได้ทดลองทำวิจัยเรื่องของการบำบัดให้โรคเอดส์เข้าสู่ “ระยะสงบ” โดยไม่ต้องกินยาต้านไวรัสเป็นประจำทุกวัน ซึ่งพบว่าวิธีบำบัดด้วยการใช้วัคซีนป้องกันเอชไอวีร่วมกับยา TRL-7 ในลิงที่มีเชื้อเอดส์แพร่ในลิง โดยลิงที่นำมาทดลองนี้เป็นลิงได้รับยาต้านไวรัสเป็นประจำ เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อไวรัสในร่างกายให้ต่ำ จากผลการทดลองด้วยการบำบัดแนวนี้ได้ผลว่าทำให้โรคเอดส์ในลิงเข้าสู่ระยะสงบได้สำเร็จ ในขณะเดียวกันก็เลิกให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีแก่ลิงด้วย

โดยลิงทดลองกลุ่มที่ได้รับวัคซีนตามปกติพบว่ามีปริมาณไวรัสในกระแสเลือดลดลง 10 เท่าตัว ส่วนลิงทดลองกลุ่มที่ได้รับยา TLR-7 ยังมีปริมาณเชื้อไวรัสเท่าเดิม แต่เมื่อทดลองใช้วัคซีนควบคู่ไปกับ TLR-7 ไปพร้อมๆ TLR-7 ยังมีปริมาณเชื้อไวรัสเท่าเดิม แต่เมื่อทดลองใช้วัคซีนควบคู่ไปกับ TLR-7กัน พบว่าปริมาณเชื้อไวรัสที่อยู่ในร่างกายลิงลดลงไปมากถึง 100 เท่าตัว ซึ่งในลิงทดลองบางตัวยังพบปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีในกระแสเลือดเพียงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าลิงทดลองยังติดเชื้ออยู่ แต่ก็ช่วยให้เชื้อเอชไอวีที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายไม่ทำให้ก่ออาการเจ็บป่วยอีก เพราะปฎิกิริยาจากการบำบัดด้วยวัคซีนควบคู่ไปกับยา TLR-7 ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานร่างกายให้ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อไวรัสอย่างได้ผลเป็นอย่างดี

ฉะนั้นการบำบัดให้เชื้อเอดส์เข้าสู่ระยะสงบด้วยการใช้ยา TLR-7 จะเป็นการทำให้เชื้อเอชไอวีที่แฝงอยู่ในเซลล์เผยตัวออกมา หลังจากนั้นก็ฉีดวัคซีนป้องกันเอชไอวีที่ใช้ควบคู่กัน ทำให้ไปกระตุ้นในระบบภูมิต้านทานของร่างกายก็จะเริ่มเข้าไปทำลายเชื้อเอชไอวี

ผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายไว้ว่าผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านทานไวรัสเป็นประจำ ซึ่งจะมีปริมาณเชื้อไวรัสในร่างกายอยู่ในระดับต่ำจนไม่สามารถตรวจพบในกระแสเลือด อย่างไรก็ดีไม่ได้หมายความว่าเชื้อจะหมดออกไปจากร่างกายแต่จะซ่อนอยู่ในเซลล์ต่างๆในระบบของภูมิต้านทานโดยไม่เกิดอาการป่วย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผู้ติดเชื้อเลิกกินยาต้านไวรัส จะส่งผลให้ปริมาณเชื้อไวรัวเอชไไอวีก็จะเพิ่มขึ้นในทันที

หัวหน้าโครงการวิจัยจากสถาบัน Walter Reed แห่งกองทัพแมรี่แลนด์ Nelson Michael ได้กล่าวว่าการบำบัดแนวนี้อาจจะช่วยพลิกโฉมการต่อสู้กับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ นับได้ว่าเป็นก้าวใหม่ของวงการแพทย์เลยทีเดียว ในตอนนี้การบำบัดยังไม่ถูกนำมาทดลองใช้ในคนแต่คาดว่าภายในปีหน้าจะสามารถนำมาใช้ในคน หากว่าพัฒนาได้สำเร็จวิธีการบำบัดโรคเอดส์จะช่วยให้ผู้ติดเชื้อหยุดกินยาต้านไวรัสได้นานหลายปี

การแพร่ระบาดของ “โรคเอดส์ในไทย”

โรคเอดส์ เกิดจากเชื้อไวรัสเอชไอวี หรือเชื้อเอดส์ที่มักจะพบอยู่ในสารคัดหลั่ง และในเลือด เช่นการรับเลือด ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งผู้ที่มีเชื้อเอดส์อยู่ในร่างกายจะถูกทำลายภูมิคุ้มกันทำให้เกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อนหลากหลายชนิด รวมถึงเป็นมะเร็งบางชนิด จนสุดท้ายถึงแก่ชีวิต

ส่วนในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคเอดส์รายแรกเป็นผู้ชาย สัญชาติไทย อายุ 28 ปี มีถิ่นกำเนิดและเติบโตในประเทศไทย แต่ไปเรียนต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งช่วงอาศัยอยู่ที่นั้นเคยไปเที่ยวผู้หญิงรวมทั้งรักร่วมเพศกับชายด้วยกัน ต่อมาไม่นานก็เริ่มล้มป่วยพบว่าปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับมารักษาตัวต่อที่ประเทศไทย โดยเข้ารับการรักษาที่รพ.รามาธิบดีได้ 117 วันก็เสียชีวิตลง พร้อมกับได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตจากโรคเอดส์

ในปัจจุบันผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 30 และจากการรายงานข้อมูลของคลินิกนิรนามสภากาดชาดไทยเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา พบว่า “กลุ่มผู้ติดเชื้อที่เป็นวัยรุ่น” (18-20 ปี) อยู่ที่ร้อยละ 7 แต่พอมาถึงปัจจุบันกลับพบว่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นผู้หญิงอายุระหว่าง 15-19 ปี แสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อเอดส์เริ่มมีแนวโน้มที่จะแซงผู้ชายออกไป ดังนั้นการวางแผนป้องกันในเรื่องนี้จึงควรเน้นให้ความรู้ความเข้าใจเฉพาะกลุ่ม

ข่าวร้ายที่พบไปยิ่งกว่านั้นก็คือ ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคเอดส์มีอาการดื้อยาประมาณร้อยละ 10   แล้วคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อาจจะเพิ่มขึ้นอีกทวีคูณถ้าไม่มีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังดูแลอย่างชัดเจน จะส่งผลให้มีผู้ป่วยโรคเอดส์เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

สถิติผู้ป่วยโรคเอดส์ในประเทศไทยจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าตั้งแต่พ.ศ. 2527 – 31 ตุลาคม 2548 มีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 280,294 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 78,905 ราย ส่วนกลุ่มอายุที่พบมากจะเป็นกลุ่มวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 20-39 ปี ในนั้นจะอยู่ช่วงอายุ 30-34 ปี จะสูงสุดร้อยละ 25.83 รองลงมาอายุ 25-29 ปี ร้อยละ 24.97 อายุ 35-39 ปี ร้อยละ 16.85 และอายุ 20-24 ปี ร้อยละ 9.01 ส่วนกลุ่มอายุที่พบต่ำสุดจะอยู่ช่วง 10-14 ปี ร้อยละ 0.23 อาชีพที่พบมากที่สุดจะเป็นอาชีพรับจ้าง , เกษตรกรรม ตามลำดับลงมา

ดังนั้นการรณรงค์ป้องกันจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องให้ความสนใจและจริงจังกับปัญหา เหมือนที่นายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ “เราทุกคนต้องจดจำไว้ว่า เอดส์เป็นปัญหาของเราทุกคน ต้องทำให้มันมีความสำคัญต่อเราด้วย” เช่นเดียวกัน

ยาต้านไวรัส HIV ตัวใหม่ทางเลือกใหม่ของผู้ติดเชื้อ

จากรายงานทางการแพทย์พบว่าผู้ติเชื้อ HIV ในช่วงอายุยังน้อยเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ปี เมื่อได้รับการรักษาด้วยยาที่มีการคิดค้นขึ้นใหม่จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นจนเกือบเท่ากับคนปกติ ประกอบกับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา แต่ประชากรในประเทศกำลังพัฒนาอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อไวรัสจึงทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

นักวิทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบริสตอลได้ระบุในรายงานทางการแพทย์ถึงความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีมาจากผลพวงของยาชนิดใหม่ ที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยน้อยลงแล้วยังช่วยป้องกันการขยายจำนวนของเชื้อไวรัสในร่างกายได้ดีมากขึ้น และทำไม่ให้เกิดอาการดื้อยา ทั้งนี้ยาจะเกิดประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการติดเชื้อว่าสามารถพบเจอได้เร็วหรือช้า

จากผลการวิจัยนี้พิสูจน์แล้วทั้งลบล้างความเชื่อแบบเดิมๆ เกี่ยวกับสุขภาพและอายุขัยของผู้ติดเชื้อเอชไอวี นอกจากนั้นเพื่อให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น

อีกทั้งผลการสำรวจในครั้งนี้ยังนำข้อมูลจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำนวน 85,000 คน จากจำนวน 18 ประเทศของยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ พบว่ามีผู้เสียชีวิตลดน้อยลงในช่วงระหว่างการใช้ยาต้านไวรัสตัวใหม่ ตั้งแต่ปี 2008-2010 ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงปี 1996-2013 อายุขัยโดยเฉลี่ยของผู้ติดเชื้อในช่วงวัย 20 ปี คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้น 10 ปีในผู้หญิง และ 9 ปีในผู้ชาย และจากการวิเคราะห์เพิ่มเติมพบว่า ในช่วงปี 2008-2010 อายุขัยเฉลี่ยของผู้ชายที่เริ่มทดลองใช้ยาต้านไวรัสตัวใหม่ในช่วงอายุ 20 ปีคิดเป็นเฉลี่ย 73 ปี ส่วนผู้หญิงจะเฉลี่ยอยู่ที่ 76 ปี

จึงอาจสรุปได้ว่าในช่วงระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการตรวจจากแพทย์มีจำนวนที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ผู้ติดเชื้อราว 1 ใน 8 ที่ยังไม่ได้เข้ารับการตรวจ ยกตัวอย่างจากรายงานโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ ในปี 2015 พบจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี 37 ล้านคน ในจำนวนนี้มี 17 ล้านคนที่เข้าถึงยาต้านไวรัส โดยในจำนวนนี้ส่วนมากแล้วจะเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน ซึ่งก็คือกลุ่มเสี่ยงที่ไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพในการยืนอายุขัยของผู้ป่วยก็ตาม แต่ในเรื่องของกำลังใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากผู้ป่วยมีชีวิตอยู่อย่างสิ้นหวังและท้อแท้ ต่อให้มียาวิเศษก็ไม่สามารถยื้อชีวิตให้อยู่ได้นานที่สุดเช่นกันคะ

ติดเชื้อ HIV ใช้ชีวิตได้นานเท่าไร และ ใช้ชีวิตได้แบบปกติหรือไม่

ในอดีตผู้ที่เป็นโรคเอดส์นั้นจะต้องนอนรอความตายในสภาพที่สยดสยองเพียงอย่างเดียว แต่ทุกวันนี้คุณสามารถลบล้างความเชื่อโบราณๆ ที่เกี่ยวกับโรคเอดส์ไปได้เลยว่า ใครที่เป็นโรคเอดส์ หรือติดเชื้อ HIV นั้นจะต้องตายในสภาพอันน่าสังเวช เนื่องจากในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์เจริญก้าวหน้าไปไกลมากแล้ว หากผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี ก็จะยังใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติร่วมกับคนทั่วไปได้อีกยาวนานจนแทบจะเหมือนคนปกติเลย

คนไทยจำนวนมากยังคงยึดติดอยู่กับภาพเดิมๆ ว่า ผู้ป่วยโรคเอดส์จะต้องนอนทนทุกข์ทรมาน อยู่บนใบตอง มีแผลเน่าผุดขึ้นตามร่างกาย น้ำเหลืองไหลเยิ้ม ร่างกายค่อยๆ เน่าเฟะ ร้องโอดโอยด้วยความทรมานและสุดท้ายก็เสียชีวิตทุกราย เพราะในอดีตยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ 100%  แต่ตอนนี้สามารถรักษาให้หายได้แล้ว หรือถึงจะไม่หายผู้ป่วยก็ยังใช้ชีวิตในสังคมปกติเฉกเช่นคนทั่วไป!

มาทำความรู้จักกับยาต้านไวรัสกันเถอะ!!

ยาต้านไวรัสที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน สามารถเห็นผลได้ดีถ้าผู้ป่วยทำตามวิธีอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังสามารถเบิกได้ตามสิทธิ์การรักษาทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นบัตร 30 บาท , ประกันสังคม , ข้าราชการ ซึ่งสูตรของยาต้านไวรัสที่นิยมได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ประกอบไปด้วย Zidovudine (AZT) , Lamivudine (3TC) , Nevirapine (NVP)   กินวันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา สม่ำเสมอ ข้อดีของสูตรนี้คือ จะไม่มึนงง เหมาะกับคนวัยทำงาน , นักศึกษา , นักเรียน ส่วนอีกสูตรคือ Tenofovir (TDF) , Lamivudine (3TC) , Efavirenz (EFV) กินวันละ 1 ครั้ง ตรงตามเวลา แต่สูตรนี้มีผลข้างเคียง  อาจเกิดอาการผื่นคัน เบลอ มึนงง ในช่วงเดือนแรก

ไม่ว่าจะเป็นสูตรไหนก็ตาม วิธีการเลือกใช้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของแต่ล่ะคน ซึ่งสามารถเลือกกินยาสูตรเดียวกันได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ วินัยในการกินยา ต้องกินอย่างสม่ำเสมอ ตรงเวลา หากลืมกินหรือกินเวลาผิดเพี้ยนไป ถ้านึกขึ้นได้เมื่อไรต้องกินทันที และเริ่มนับเวลาใหม่ เพราะฉะนั้น หากผู้ป่วยมีวินัยในการกินยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ตรงตามเวลาแล้ว ก็แทบไม่มีโอกาสเกิดการดื้อยา การรักษาก็จะได้ผลดีตรงตามประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากนี้การดูแลสุขภาพกายและจิตใจของผู้ป่วยก็เป็นเรื่องสำคัญ คือต้องทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่เลิกกินของไม่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ฝึกจิตให้มีความสุข เช่นการนั่งสมาธิ ดูหนังตลก ยิ้มหัวเราะบ่อยๆ บางทีผู้ป่วยโรคเอดส์ หรือผู้มีเชื้อ HIV ยังมีชีวิตอยู่นานกว่าคนปกติที่ไม่ดูแลตัวเองมากกว่าด้วยซ้ำไป

 

ความสัมพันธ์ของวัณโรคกับเอดส์ที่ไม่ธรรมดา

เมื่อยุคสมัยโบราณวัณโรคถูกจัดว่าเป็นโรคระบาดที่น่ากลัว เพราะไม่มียารักษาคนส่วนมากที่เป็นโรคนี้สุดท้ายก็จบลงที่ความตาย พอวิชาการแพทย์เริ่มวิวัฒนาการมากขึ้นเรื่อยจนสามารถผลิตยารักษาโรคได้ วัณโรคจึงไม่น่ากลัวอีกต่อไป ส่วนความสัมพันธ์ของวัณโรคกับโรคเอดส์มีความเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร พอสรุปได้สังเขปดังนี้

ความเกี่ยวข้องของเอดส์กับวัณโรค

ตามปกติแล้วผู้ติดเชื้อเอดส์ในระยะเริ่มต้นจะมีโอกาสที่เป็นวัณโรคได้ง่ายกว่าคนปกติถึง 20-30 เท่า แล้วเมื่อเป็นก็อาจจะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าในคนทั่วไปผู้ป่วยโรคเอดส์จะติดเชื้อวัณโรคในระยะที่เท่าไหร่

ในประเทศไทยยังพบเชื้อวัณโรคอยู่ค่อนข้างสูง ผู้ป่วยโรคเอดส์จึงสามารถที่จะติดเชื้อวัณโรคได้ตลอดเวลา หากเมื่อการติดเชื้อลุกลามจนกลายเป็นโรคเอดส์เต็มขั้นก็ยิ่งพบเชื้อวัณโรคได้มากขึ้น สาเหตุมาจากเอดส์เข้าไปทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายเท่ากับเปิดโอกาสให้กับวัณโรคได้แพร่เข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

ลักษณะอาการของวัณโรคในผู้ป่วยโรคเอดส์

ผู้ที่ติดเชื้อทั้งสองประเภทจะเกิดอาการไข้ยาวนานกว่า มีน้ำหนักตัวลดลงมากกว่ารวมทั้งมีการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคปอดไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ เช่น เยื่อหุ้มสมอง กระดูก ต่อมน้ำเหลือง และมีอาการอื่นๆ ประกอบร่วมด้วย เช่น ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก เป็นต้น

การวินิจฉัยวัณโรคมีความซับซ้อนกว่าคนธรรมดา

จากที่ทราบว่าผู้ป่วยโรคเอดส์จะมีโอกาสในการติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นๆ นอกเหนือจากวัณโรค ดังนั้นการจะวินิจฉัยวัณโรคในผู้ป่วยโรคเอดส์จึงยากมากกว่าคนปกติ

สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่

หากผู้ป่วยได้รับการรักษาตามกำหนดและเชื้อไม่ดื้อยา ผู้ป่วยโรคเอดส์ก็จะมีโอกาสหายขาดได้มากกว่าร้อยละ 95 ดั่งเช่นคนปกติทั่วไป แต่ปัญหาที่มักพบคือผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา แล้วไม่มารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอจนครบกำหนดหรือเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ

ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เป็นวัณโรคสามารถแพร่เชื้อได้หรือไม่

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์และวัณโรคร่วมอยู่ด้วยจะสามารถแพร่กระจายเชื้อวัณโรคไปยังผู้อื่นได้เหมือนกับผู้ป่วยวัณโรคทั่วไป ส่วนเรื่องของการแพร่เชื้อโรคเอดส์ก็เป็นไปตามปกติ คือ การติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์

การดูแลผู้ป่วยที่เป็นเอดส์และวัณโรค

ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำสั่งแพทย์ คอยสังเกตอาการข้างเคียงที่เกิดจากยา รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ พักผ่อนให้เพียงพอ ปิดปากและจมูกทุกครั้งที่มีอาการไอ ไม่ใกล้ชิดกับบุคคลอื่นจนกว่าอาการไอจะบรรเทาลง

โรคแทรกซ้อนทางจิตเมื่อติดเชื้อ HIV (ความจำเสื่อม อาการหลงผิด ประสาทหลอน )

ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทเพราะระบบประสาทติดเชื้อ HIV  ผู้ป่วย  HIV ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทเหตุจากติดเชื้อ HIV  ได้แก่ ผู้ป่วยไม่ได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ มีอายุมาก ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย มีภาวะขาดสารอาหาร รวมทั้งติดเชื้อฉวยโอกาสทั้งหลาย

ภาวะสมองเสื่อมที่พบในผู้ป่วยHIV  แน่นอนว่าเกิดจากเชื้อ HIV ทำลายสมองโดยตรง จากข้อมูลในอเมริกา สามารถพบภาวะนี้ได้ 15% จากผู้ป่วย HIV ทั้งหมด โดยพบบ่อยในผู้ป่วยHIVที่มีเม็ดเลือดขาวชนิดCD4 ต่ำ มี และในผู้มีปริมาณเชื้อ HIV จำนวนมากในร่างกาย โดยผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมฯนี้จะมีอาการค่อยๆทรุด ใช้เวลาหลายเดือน โดยเริ่มจากมีความจำ พฤติกรรม การเรียนรู้ และการเคลื่อนไหวแบบผิดปกติ ในระยะแรก การตอบสนองต่อสิ่งต่างๆช้าลง อ่านหนังสือช้า เฉยเมยต่อสิ่งต่างๆ ลำดับต่อมาจะมีการเดินผิดปกติ สั่น ทำกิจกรรมที่มีรายละเอียดเยอะๆไม่ได้ สูญเสียความสามารถในด้านต่างๆ

ช่องทางและวิธีการรักษาเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน

การรักษา คือ การให้ยาต้านไวรัสเพื่อลดจำนวนเชื้อ HIV และเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมียาอื่นๆอีกหลายตัวซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา

ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์อย่างรวดเร็วเมื่อเริ่มมีอาการทางสมองที่ผิดปกติติดต่อกันหลายวัน แบบอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น

การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทเหตุจากติดเชื้อ HIV  ผู้ป่วย HIV ต้องได้รับการรักษาโรคติดเชื้อ HIV อย่างต่อเนื่อง พบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ทานยาอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และปรับความคิดจิตใจให้เข็มแข็ง คิดบวก เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคแข็งแรง

เมื่อมีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทสาเหตุจากติดเชื้อ HIV  มักไม่ค่อยดี เพราะภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว มักพบในระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ HIV หรือ โรคเอดส์ ซึ่งไม่มียาที่สามารถรักษาให้หายได้ การจะมีอายุยืนยาวได้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ได้แก่ การติดเชื้อฉวยโอกาสหรือเชื้ออื่นๆ ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ส่วนใหญ่ถ้ามีภาวะสมองเสื่อมหรือไขสันหลังเสื่อม มักจะมีอายุได้ไม่นาน แค่เป็นเดือน แต่ถ้าได้รับการรักษาที่ดีอย่างเต็มความสามารถ และไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆเข้ามาอีก ก็อาจมีชีวิตอยู่ได้เป็นปีๆ

เมื่อติดเชื้อ HIV ถึงแม้จะรักษาไม่หาย แถมมีภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง แต่ถ้าผู้ป่วยดูแลสุขภาพตนเองให้ดี พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หยุดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆให้น้อยลงได้ รวมทั้งสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นดั่งเช่นคนปกติ