ตรวจเชื้อ HIV ทำอย่างไร มีกี่วิธี อะไรบ้าง เพื่ออะไร

โรค HIV นั้นเป็นโรคที่เรายังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือการค้นพบมันก่อนจะเกิดอันตรายขึ้นกับตัวเรา จากนั้นก็ทานยาต้านไวรัสตลอดชีวิต พร้อมกับดูแลตัวเองให้ดีเพื่อสู้กับโรคร้าย เชื้อไวรัสต่อไป การตรวจหาเชื้อไวรัส HIV จงสำคัญมาก ซึ่งการตรวจหา HIV เค้ามีวิธีการตรวจอย่างไร เรามีคำอธิบายด้านล่าง

ไม่เจอ ไม่ได้แปลว่าไม่เป็น

หากเราไปมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงมา หรือ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV เราอาจจะต้องรีบไปหาหมอเพื่อตรวจว่าตัวเองนั้นติดเชื้อไวรัสนั้นมาหรือเปล่า แต่อย่างหนึ่งต้องเข้าใจก่อนก็คือ บางครั้งการตรวจแล้วสรุปว่าเราไม่เป็น HIV นั้นไม่ได้หมายความว่าเราไม่เป็น การตรวจแล้วไม่เจออาจจะหมายถึงว่าเชื้อโรคดังกล่าวยังอยู่ในระยะฟักตัวจึงไม่แสดงอาการนั้นออกมา นั่นทำให้การตรวจหา HIV จึงต้องมีการตรวจซ้ำอีกหลายครั้งระยะห่างประมาณ 3 เดือนเพื่อให้แน่ใจจริงว่าแม้จะเข้าสู่ระยะฟักตัวแล้ว เราก็ยังไม่มีเชื้อตัวนี้อยู่ดี

วิธีการตรวจ HIV

หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย หากต้องไปตรวจหาเชื้อโรค HIV แต่ความจริงแล้วไม่เป็นแบบนั้นเลย การตรวจหาเชื้อเพื่อให้เราสบายใจและชัดเจนว่าจะจัดการกับตัวเองอย่างไร ซึ่งการตรวจหา HIV มี 3 วิธีดังนี้

วิธี Anti HIV

วิธีแรกชื่อว่า Anti HIV วิธีนี้เราสามารถตรวจได้กับโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถตรวจได้ปีละ 2 ครั้ง (หากเกินกว่านั้นเสียเงินเอง) การตรวจใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็จะทราบผลการตรวจ แต่การตรวจนี้จะเป็นการตรวจร่างกายย้อนไปประมาณ 1 เดือนก่อน กล่าวคือ หากเรามีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงมาแล้วประมาณ 25-30 วัน (ไม่มีเพศสัมพันธ์เพิ่มเติม) จากนั้นมาตรวจจะทราบได้ว่าเรามีเชื้อหรือไม่ แต่หากเรามีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงในระยะเวลาที่น้อยกว่านั้น (1-2 วัน, 1 สัปดาห์) จะไม่สามารถตรวจพบเจอได้

วิธี NAT

วิธีนี้เราไม่ขอพูดในรายละเอียดทางด้านเทคนิค พูดง่ายๆ ว่า เราสามารถตรวจได้เลยหากไปมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยงมาไม่เกิน 1 สัปดาห์ วิธีนี้ตรวจได้ว่าจะเป็น HIV หรือไม่ สามารถไปตรวจได้ตามคลินิกนิรนามเงื่อนไขตรวจได้ฟรี ปีละ 2 ครั้งเช่นกัน อธิบายเพิ่มเติม คลินิกนิรนามคือคลินิกที่ให้คำปรึกษาเฉพาะทางสำหรับผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

วิธี Rapid HIV test

สำหรับใครที่อาย กลัว ไม่กล้าไปเจอหมอ หรือ พยาบาลที่คลินิกนิรนามวิธีนี้ตอบโจทย์เนื่องจากสามารถตรวจได้เองที่บ้าน แล้วรอผลตรวจเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้นเอง แต่การตรวจด้วยวิธีนี้เราไม่ค่อยแนะนำเท่าไร เนื่องจากผลการตรวจอาจจะคลาดเคลื่อนจากวิธีการตรวจที่เราทำผิดพลาดได้(ตื่นเต้น ไม่เข้าใจวิธีการ) แนะนำว่าหากต้องการตรวจจริงเลือกสองวิธีแรกจะแม่นยำกว่า อีกทั้งจะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในการปฏิบัติตัวด้วย

เชื้อ HIV เชื้อไวรัสร้าย ส่งผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่

เชื้อ HIV เป็นอีกโรคที่แม้ว่าจะไม่สามารถติดต่อกันได้ง่าย แต่หากเข้าเงื่อนไขของมันก็สามารถติดได้โดยไม่มีข้อแม้เหมือนกัน หนึ่งในเงื่อนการไขการส่งต่อเชื้อร้ายตัวนี้ก็คือ การส่งต่อจากแม่สู่ลูกในครรภ์ เมื่อก่อน หากคุณแม่คนไหนเป็นเอดส์แล้วตั้งครรภ์ หรือ ขณะตั้งครรภ์ลูกในท้องก็จะเป็นเอดส์ตามไปด้วย ส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ทั้งแม่และลูก แต่ปัจจุบันนี้สถานการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

คุณแม่มีเชื้อ HIV ตั้งครรภ์ได้หรือไม่

ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่า การแพทย์ของเราได้พัฒนามาไกลมาก จนทำให้เราสามารถผลิตยาต้านไวรัสออกมาหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ยาต้านสำหรับผู้ที่ติดเชื้อ HIV, ยาต้านไวรัสแบบฉุกเฉิน, ยาต้านไวรัสแบบระยะยาว เป็นต้น นั่นรวมถึงการออกแบบยาต้านไวรัสสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ด้วย ยุคนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV จะสามารถทานยาต้านไวรัสเพื่อไม่ให้ถ่ายทอดเชื้อ HIV ไปสู่บุตรในครรภ์ได้แล้ว ยินดีด้วย

ฝากครรภ์ทันทีลดอาการเสี่ยง

ต้องบอกก่อนว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ว่าจะเป็นภาวะปกติ หรือ ภาวะ HIV ต้องเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ HIV ยิ่งทำให้คุณแม่เสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่า ทางป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ หากรู้ตัวว่าตั้งครรภ์คุณแม่ต้องรีบเข้าไปฝากครรภ์โดยด่วน จำไว้ว่าหากฝากครรภ์เร็วความเสี่ยงก็ลดลง ยิ่งถ้าหากรู้ตัวว่ามีเชื้อ HIV อยู่แล้วด้วย การรีบไปฝากครรภ์พร้อมกับแจ้งสภาพของตัวเองให้พยาบาลได้รับรู้ เค้าจะช่วยเหลือเราได้เร็ว เราจะได้รับยาต้านไวรัสเพื่อกินแต่เนิ่น ช่วยได้เยอะ

การดูแลตัวเอง

คุณแม่ภาวะปกติก็ต้องดูแลตัวเองอยู่แล้ว แต่หากเราเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีเชื้อ HIV ยิ่งต้องระวังมากขึ้น นอกจากเรื่องของอาหารที่มีประโยชน์ ผัก ผลไม้ ต้องกินให้มากขึ้นแล้ว ยังต้องกินนมเพื่อเสริมสร้างแคลมเซียมอีกด้วย นอกจากนั้นเราต้องปรึกษาคุณหมอเพื่อวางแผนการดูแลตัวเองช่วงตั้งครรภ์ด้วย ไม่เพียงแค่เรื่องทานยาอย่างสม่ำเสมอ พบหมอตามกำหนดอย่างเคร่งครัดเท่านั้น ยังมีเรื่องอื่นอีกด้วย

นมแม่ไม่เหมาะ

แม้จะอยู่ช่วงตั้งครรภ์ แต่เรื่องหนึ่งที่คุณแม่ต้องทำใจล่วงหน้าเลยก็คือ การเลี้ยงดูแลลูกน้อยในครรภ์นั้นจะไม่เหมือนปกติทั่วไป เราอาจจะต้องห่างลูกสักหน่อยเนื่องจากต้องพักฟื้นแผลให้หาย ป้องกันเลือดและสารคัดหลั่งไปโดนตัวลูก เรื่องสำคัญก็คือ ลูกที่เกิดจากคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีเชื้อ HIV นั้นจะไม่สามารถรับประทานนมแม่ได้ เพื่อป้องกันเชื้อ HIV ผสมกับนมแม่เข้าสู่ร่างกายของลูก เด็กต้องทานนมผงตั้งแต่เกิด แม้จะเสียใจนิดหน่อยแต่แลกกับความปลอดภัยของลูกของเราก็คุ้มนะ

ยา PEP หรือ ยาต้านไวรัสเชื้อ HIV แบบฉุกเฉิน คืออะไร

หนึ่งโรคร้ายที่สามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้อย่างเลือดเย็นที่สุดโรคหนึ่งก็คือ HIV ต้องยอมรับว่าตอนนี้การรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ยังไม่สามารถทำได้หายขาดเหมือนกับโรคอื่นทำได้แค่ทานยาต้านไวรัสเอาไว้ ซึ่งก็คงต้องสู้กันต่อไป แต่ทางการแพทย์ได้มีการสร้างยาต้านเชื้อไวรัสขึ้นมาแบบฉุกเฉิน มันเป็นยาแบบไหน ทานอย่างไร ใครควรทาน เรามาทำความรู้จักมันกัน

Pep ยาต้านเชื้อไวรัส

ยาต้านเชื้อไวรัส HIV แบบฉุกเฉินตัวนี้มีชื่อว่า pep ย่อมาจากคำว่า post-exposure prophylaxis แปลเป็นภาษาไทยแบบเข้าใจได้ง่ายว่า ยาต้านไวรัสฉุกเฉินสำหรับคนที่มีประสบการณ์เสี่ยงจะติดเชื้อ HIV โดยยาตัวนี้คุณสมบัติคร่าวหากทานทันเวลามันจะช่วยทำให้เราไม่เป็นโรค HIV ได้ (แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละคนไม่เหมือนกัน)

วิธีการรับประทานยา

การกินยา pep นี้หากต้องการจะได้รับประสิทธิภาพสูงสุดต้องทายาต้านไวรัสภายในเวลา 72 ชั่วโมง และต้องทานยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 28 วัน ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัดมาก อาจจะต้องมาตรวจผลเลือดเพื่อเช็คอาการว่าเป็นโรค HIV หรือไม่ทุกระยะด้วย แม้ว่าจะหมดระยะการกินยาไปแล้วเพื่อให้ผู้ป่วยแน่ใจได้ว่าหายจากอาการโรคนี้จริง ยาตัวนี้หมอจะแจกยาให้แตกต่างกันไปตามแต่กรณีไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตามยาตัวนี้กินแล้วจะมีผลข้างเคียงบ้างเช่นอาการท้องเสีย ปวดหัว อิดโรยเหนื่อยง่าย คลื่นไส้อาเจียน จึงเป็นสาเหตุให้ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้น

ใครควรกินยา

สำหรับยา pep นั้นถูกออกแบบมาเพื่อคนที่อาจจะเข้าไปประสบกับภาวะเสี่ยงที่อาจจะติดโรค HIV ขึ้นมาได้ ยกตัวอย่างเช่น การมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าทั้งแบบตั้งใจ และไม่ตั้งใจ(โดนข่มขื่น) หมอ แพทย์ พยาบาลที่สัมผัสเลือดโดยตรงเวลาช่วยเหลือผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุ แม้แต่อุบัติเหตุขณะมีเพศสัมพันธ์อย่างถุงยางหลุด รั่ว หรือ เกิดรอยแผลระหว่างมีเพศสัมพันธ์ก็เป็นสิ่งที่เข้าข่ายด้วยเหมือนกัน

ข้อควรระวังในการกินยา

นอกจากผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างการทานยา pep อีกหนึ่งอย่างที่ควรระวังเลยนั่นก็คือ การมีเพศสัมพันธ์ ควรหลีกเลี่ยงได้จะเป็นการดีที่สุด เพราะการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างทานยาอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรค HIV ให้กับตัวเองได้ หรือหากต้องมีจริงควรใส่เครื่องป้องกันจะดีกว่า

ยา pep เป็นยาต้านไวรัสฉุกเฉินที่ทำขึ้นมาในกรณีที่เราเกิดเข้าไปเสี่ยงต่อภาวะติดโรค HIV ดังนั้นหากใครที่มีภาวะดังกล่าวเราขอแนะนำว่าควรรีบไปพบแพทย์ซะภายในเวลาที่กำหนด จะได้รับยาได้ทัน อย่าเสี่ยง อย่าประมาท ติดโรค HIV แล้วจะมานั่งเสียใจทีหลังไม่ได้นะ

PrEP คืออะไร ? เกี่ยวข้องอย่างไรกับเชื้อ HIV

แม้ว่าการรักษาโรคเอดส์ ที่เกิดจากเชื้อ HIV นั้นเป็นเรื่องที่เรายังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้อย่างสิ้นเชิง แต่การรักษาโรคนี้ก็พัฒนาไปมาก อย่างหนึ่งที่ทำได้ก็คือ การสร้างยาเพื่อจัดการกับโรคนี้ในกรณีที่ได้รับเชื้อแบบฉุกเฉิน หรือ การสร้างยาที่ป้องกันเอาไว้สำหรับคนที่อยู่ในภาวะเสี่ยว ก็มีเช่นเดียวกัน

ยา PrEP คืออะไร

อย่างที่บอกไปว่า การสร้างเครื่องมือมาต่อกรกับเชื่อ HIV มีเยอะมาก แนวคิดหนึ่งที่สำคัญก็คือ การสร้างเกราะป้องกันตัวเองก่อนที่จะเป็นโรค HIV ไว้ก่อน หากกันไว้ได้โอกาสที่จะเป็นเอดส์ก็ลดน้อยลงไปด้วย ยา PrEP ถูกคิดขึ้นมาด้วยแนวคิดแบบนั้น ยาตัวนี้ย่อมาจากคำว่า Pre Exposure Prophylaxis ตัวยานี้ก็คือยาที่ท่านก่อนที่จะได้รับเชื้อ HIV

ใครควรรับประทานยาตัวนี้

เอาเค้าจริงยาตัวนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราสามารถโลดโผนกับการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันตัวเองได้ ความจริงแล้วยา PrEP ทำมาเพื่อให้คนที่มีกลุ่มเสี่ยงจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างเช่น หนึ่งกลุ่มที่ตัวเองไม่ได้มีผลเลือดเป็นลบ (ไม่ได้เป็นเอดส์) แต่ว่าคู่นอน หรือ คนในครอบครัวมีผลเลือดเป็นเอดส์ หรืออาจจะต้องสงสัยว่าเป็นก็ได้ สองคนที่ชอบเปลี่ยนคู่นอนเป็นประจำ สามคนที่เคยกินยาป้องกันเอดส์แบบฉุกเฉินไปแล้ว แต่ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง ก็อาจจะต้องหันมากินยาแบบระยะยาวแทน สี่คนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ตั้งใจ ไม่พร้อม ห้าคนที่ทำงานกับเลือดและสัมผัสกับคนที่ไม่รู้จักตลอดเวลา

ความสามารถ

ยา PrEP ต้องยอมรับว่ามันเป็นเครื่องมือป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์ได้อย่างชะงักนัก เนื่องจากทางการแพทย์ระบุว่ายาชนิดนี้หากวัดกันเรื่องผลการป้องกันเอดส์ สามารถทำได้ถึง 92% แต่ต้องกินยาเป็นประจำสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผลของยาชัดเจนมากขึ้น ซึ่งการกินก็ไม่ได้ยากอะไร กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้งเท่านั้นเอง

ผลข้างเคียง

ยาไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มีผลข้างเคียงเสมอ เพื่อให้เข้าใจตรงกันการกินยาไปตลอดแม้ว่าจำเป็นแต่เลี่ยงได้จะดีกว่า การทานยา PrEP นั้นจะส่งผลข้างเคียงต่อผู้ที่กินด้วย อย่างแรกจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หากกินยาไประยะยาวส่งผลต่อการทำงานของไต มวลกระดูกมีปัญหาได้ หรือบางรายแพ้มากอาจจะมีผลต่อโรคไวรัสตับอักเสบบี

แม้ว่ายาตัวนี้จะดีมากสำหรับการป้องกันตัวเองจากเชื้อ HIV แต่ทางที่ดีการป้องกันตัวเองด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมทางเพศของตัวเอง ไม่พาตัวเองไปอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อโรค HIV จะเป็นการป้องกันตัวเองที่ดีที่สุด

จริงหรือไม่ !!! ในอนาคตจะมียารักษาโรคเอดส์ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้

แม้ว่าวิทยาการทางด้านการรักษาของมนุษย์พัฒนามากขึ้น เอาชนะโรคร้ายได้มากแค่ไหน แต่ก็แปลกเราก็มักจะเจอโรคที่วิทยาการยังไม่สามารถเอาชนะในห้วงเวลานั้นได้อยู่ดี อย่างตอนนี้ก็เป็นโรคเอดส์ ที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ถามว่าในอนาคตจะมียารักษาโรคเอดส์ได้ไหม เรามาลองวิเคราะห์กัน

โรคเอดส์คืออะไร

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า โรคเอดส์ คืออะไร โรคนี้เป็นภาวะของภูมิคุ้มกันบกพร่อง กล่าวคือผู้ป่วยโรคนี้จะเจอเชื้อโรคที่มีชื่อว่า HIV เข้าสู่ร่างกาย เมื่อเชื้อโรคเข้าไปจะทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว (ที่มีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย) ตายลง เมื่อเซลล์เม็ดเลือดขาวตายลง เราก็ภูมิคุ้มกันต่ำลงผลที่ตามมาก็คือเราจะป่วยได้ง่าย และนานขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายและเติบโตได้ดีแบบไม่มีใครมากันได้ เมื่อป่วยมากเข้าก็ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด นี่คือวัฏจักรของการเป็นโรคเอดส์

การรักษาในปัจจุบัน

ตอนนี้วิทยาการแพทย์ของเรานั้น ยังไม่สามารถเอาชนะจัดการเชื้อโรคนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงแค่การรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นของโรคที่แทรกซ้อนขึ้นมา กับ กินยาต้านไวรัสเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดโรคได้ง่าย เป็นการรักษาแบบประคองตัวผู้ติดเชื้อ HIV ให้เกิดอาการป่วยได้น้อยที่สุด

ยารักษาแบบฉุกเฉิน

อีกหนึ่งวิธีการที่สามารถจัดการกับเชื้อ HIV ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วตัวเรา นั่นก็คือการได้รับยารักษาแบบฉุกเฉิน มันคือยากกินชนิดหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อ HIV แพร่ขยายตัวก่อนจะสายเกินไป ซึ่งการกินยาชนิดนี้ต้องเกิดจากการไปมีเพศสัมพันธ์หรือภาวะเสี่ยงมาก หากเข้าปรึกษาแพทย์ทันภายในเวลาที่กำหนดก็จะสามารถกินยาเพื่อต้านไวรัส หากกินยาตามกำหนด และพบแพทย์ตามสั่ง เราจะสามารถป้องกันตัวเองจากโรคเอดส์ได้

อนาคตจะมียาแก้โรคเอดส์ไหม

ถามว่า อนาคตจะมียาแก้โรคเอดส์ไหม ตอบได้เลยว่ามี แต่อาจจะไม่ใช่ในช่วงเวลา 5-10 ปีนี้อย่างแน่นอน ส่วนแนวคิดในการรักษาให้หายขาด คิดว่ามีอยู่สองแนวทาง อย่างแรกการไขความลับของเชื้อโรค HIV แล้วกำจัดมันออกไปจากร่างกาย วิธีนี้หากจะทำได้ต้องมี AI ที่สามารถถอดรหัสที่แตกต่างกันในตัวเราให้ได้สำเร็จ จากนั้นก็หาทางทำลายไปทีละส่วน โดยไม่กระทบต่อร่างกาย กับอีกแนวทางหนึ่งคือ การสร้างภูมิคุ้มกันแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทนสิ่งที่เสียไปจากเชื้อ HIV เมื่อภูมิคุ้มกันของเราดีเยี่ยมแม้จะไม่ได้มาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวก็ตาม เราก็จะไม่ป่วยจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ จนมีชีวิตได้ยืนยาวนาน ส่วนแนวทางไหนจะเกิดขึ้นก่อนต้องมาดูกัน

G club มือถือ บริการเกมส์คาสิโนออนไลน์เต็มรูปแบบ

gclub-games-register-free

G club เว็บไซต์ยอดนิยมเปิดให้บริการคาสิโนออนไลน์ ทุกรูปแบบ ผ่านมือถือ พร้อมทั้งช่องทางเข้าที่อำนวยความสะดวกให้สมาชิกเข้าใช้งานได้ง่าย เว็บไซต์ของเรายังมีเกมส์อีกมากมายที่ท่านเลือกเล่นได้ ซึ่งมีมากกว่า 50 รายการ ช่วยเพื่อเพิ่มสีสันในการเล่นเกมส์ของท่านได้มากขึ้น ท่านจะไม่จำเจไปกับเกมส์รูปแบบเดิมๆ เพราะเรามีการอัพเดทนำเกมส์ใหม่ๆ เข้ามาให้ท่านได้สัมผัสกันอยู่ตลอด พร้อมทั้งช่องทางของ Sport Games ที่ท่านเล่นได้ง่ายขั้นตอนน้อยมือใหม่ก็เล่นได้ เกมส์แทงบอลออนไลน์ถือว่าเป็นสุดยอดเกมส์พนันอีกหนึ่งประเภทที่ G club ให้บริการเช่นกันเป็นการเลือกคู่แทงได้หลายแบบ แทงเดี่ยว, แทงคู่, หรือแทงเป็นชุด ราคาก็จะถูกแบ่งออกเป็นแต่ละประเภทในการแทง

บริการดีมีคุณภาพด้านเกมส์พนัน

เว็บไซต์ของเรายังบริการได้ประทับใจสมาชิกเพราะทีมงานทำงานตลอดทั้งวันดูแลสมาชิกเกี่ยวกับปัญหาหรือช่วยชี้แนะข้อมูลต่างๆ และระบบ ฝาก-ถอน ของเรายังทันสมัยไม่ต้องรอเวลาในการฝาก-ถอนอีกต่อไปเพราะเราอัพเดทนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้งานเรียบร้อยท่านสามารถใช้บริการได้ไม่จำกัดครั้ง รับเงินทันใจ ฝากเข้าทันที เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการเล่นพนันเป็นอาชีพ ด้วยเว็บไซต์ที่เปิดมากว่า 7 ปี มีมาตรฐานตามหลักสากล ทีมงานมืออาชีพอยู่ในวงการมาแล้วกว่า 5 ปี ช่วยพัฒนาระบบเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี G club จึงเป็นที่รู้จักในหมู่นักพนันเป็นจำนวนมากและมีสมาชิกเข้ามาสมัครเรื่อยๆ ทำให้เห็นว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพและไม่โกงสมาชิกอย่างแน่นอน

register-free-gclub-games

ทดลองเล่นคาสิโนออนไลน์ฟรี

หากท่านที่ต้องการที่จะเข้าเล่นเกมส์กับ G club ไม่ยากเพียงติดต่อทางทีมงานเพื่อขอทดลองเล่นก่อนที่จะสมัครจริงทางเราจะดำเนินการทำ User ทดลองเล่นแล้วส่งให้ท่าน โดยใช้เวลารอในการดำเนินการประมาณ 15 – 20 นาที ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น ท่านไม่ต้องกังวลในเรื่องใดๆ เพราะภายใน User จะมีเงินให้ท่านได้ทดสอบเล่นจริงได้เช่นเดียวกับสมาชิกทั่วไป ใช้งานได้ทุกอย่าง ( แต่ไม่สามารถถอนเงินออกจาก User ได้ ) ระยะในการทดลองไม่จำกัดหากท่านเล่นเดิมพันจนเงินหมดแล้ว การทดลองเล่นถือว่าเป็นอันสิ้นสุดลง

สมัครสมาชิกจีคลับ ง่าย ไม่ซับซ้อน

สำหรับท่านที่ทำการทดลองเล่นแล้วสนใจอยากเข้าร่วมสมัครกับ G club ทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ช่องทางสมัครออกแบบมาเพื่อให้เหมาะต่อการใช้งานสำหรับสมาชิก เพียง 3 ขั้นตอนสำหรับการสมัครดังนี้

    1. เลือกช่องทางสมัครต่อไปนี้
      • สมัครผ่านหน้าเว็บไซต์
      • สมัครผ่าน Live Chat
      • สมัครผ่าน Line
      • สมัครผ่าน Call Center
      • สมัครผ่าน Email
    2. เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จแล้วให้โอนเงินเพื่อทำการเปิดบัญชีใหม่
    3. รอการตรวจสอบจากทางทีมงานเพื่อดำเนินการส่ง User และ Pass ให้ท่าน ผ่าน SMS เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการสมัคร

ความแตกต่างระหว่าง HIV และ เอดส์

สังคมไทยยังคงมองภาพว่าผู้ที่ติดเชื้อ HIV ก็คือผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์ เมื่อผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากเข้าใกล้หรือมีความสัมพันธ์ใดๆ ด้วยทั้งสิ้นเพราะกลัวว่าตนเองจะติดโรคจากคนที่เป็นโรคอยู่ก่อนแล้ว ทำนองเหมารวมไปเลยว่าคนๆ นี้เป็นคนไม่น่าคบหาสมาคมด้วย ควรอยู่ห่างไกลเอาไว้จะเป็นการดีที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียนรู้กันแบบผิดๆ เสมอมา ในความเป็นจริงแล้วระหว่าง HIV กับเอดส์ เป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างมากเพียงแต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจเท่านั้นเอง

ความแตกต่างระหว่าง HIV กับเอดส์

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก็คือปัจจุบันทางการแพทย์ นั้นได้พยายามมีการเปลี่ยนแปลงจากผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์มาเป็นผู้ป่วยติดเชื้อ HIV มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากว่าตามหลักทฤษฎีแล้วเชื้อ HIV เป็นเพียงแค่ไวรัส ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วคนที่ติดเชื้อ HIV ไม่ได้ถือสถานะว่าตัวเองมีภาวะป่วยเพราะฉะนั้นทางการแพทย์ในยุคปัจจุบันจะไม่ถือว่าผู้ที่ติดเชื้อ HIV เป็นผู้ป่วย โดยเชื้อ HIV สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ประกอบไปด้วย

ระยะที่ 1 ระยะแรกผู้ป่วย HIV จะไม่มีอาการแสดงใดๆ ทั้งสิ้น ทางการแพทย์เรียกว่า ผู้ป่วยเริ่มติดเชื้อ เมื่อเวลาผ่านไป 5-7 ปีก็จะเข้าสู่ระยะที่ 2 ทางการแพทย์เรียกว่า ระยะเริ่มมีอาการ ลักษณะที่พบเด่นชัดมากก็คือจะมีตุ่มขึ้นตามร่างกาย เป็นเชื้อราในปาก ติดเชื้องูสวัด และอาการอื่นๆ ที่เริ่มแสดงออกมาอย่างเด่นชัด จากนั้นเมื่อผ่านไปอีกระยะก็จะเริ่มเข้าสู่ระยะที่ 3 โดยใช้เวลาจากระยะที่ 2 ประมาณ 1-2 ปี ซึ่งระยะนี้เองเราจะมีการเรียกกันว่า ระยะเอดส์เต็มขั้นเนื่องจากว่าในระยะดังกล่าวนี้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของผู้ป่วย จะตกลงอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งมีอาการรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ เชื้อราในสมอง, ต่อมน้ำเหลืองกระจายไปทั่วร่างกาย, วัณโรค, ปอดอักเสบ, เชื้อไวรัสขึ้นจอตาจนบอดสนิท เป็นต้น ระยะดังกล่าวนี้ผู้ป่วยจะมีอาการที่หนักจนต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลซึ่งเราจะเรียกผู้ป่วยเหล่านี้ว่า ผู้ติดเชื้อเอดส์

คำถามที่หลายๆ คนสงสัยก็คือแล้วผู้ป่วย HIV ยังไงก็ต้องพัฒนาไปเป็นผู้ติดเชื้อเอดส์อยู่ดีไม่ใช่หรือ คำตอบก็คือหากผู้ป่วยมีเชื้อ HIV รู้ตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นและมีการรักษาอย่างถูกต้อง ทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ไวรัสที่อยู่ในตัวจะยังคงที่ไม่สามารถพัฒนาจนกลายเป็นผู้ติดเชื้อเอดส์ได้ รวมไปถึงการดูแลสุขลักษณะของร่างกายให้เหมาะสมด้วย บางคนแม้จะเป็นผู้ป่วย HIV แต่ก็มีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวเกินกว่า 15 ปีมีเยอะแยะมาก ดังนั้นควรต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ระหว่าง HIV กับ เอดส์

ความรู้เบื้องต้นในการอยู่ร่วมกันกับผู้ป่วย HIV

ผู้ป่วย HIV คือผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสประเภทหนึ่งเข้าสู่ร่างกายจากการติดเชื้อด้วยหลายสาเหตุ เช่น การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่มีการป้องกัน, การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน, การสัมผัสเลือดของผู้ที่มีเชื้อ HIV และอื่นๆ อย่างไรก็ตามแม้ผู้ป่วย HIV จะถูกมองว่าเป็นผู้ป่วยที่ไม่มีใครต้องการ ทว่าจริงๆ แล้วผู้ติดเชื้อ HIV ก็เหมือนกับคนที่ป่วยเป็นโรคๆ หนึ่งเท่านั้นเอง  หากมีการดูแลร่างกายที่ดีก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้แบบปกติกับคนทั่วไป แต่ประเด็นสำคัญก็คือคนที่อยู่ด้วยจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าการแพร่เชื้อ HIV ไม่ใช่ว่าจะแพร่เชื้อกันได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่จะอยู่กับผู้ป่วย HIV อย่างถูกวิธีควรเป็นสิ่งที่ต้องคิดใหม่

การอยู่ร่วมกับผู้ป่วย HIV อย่างถูกวิธี

  1. ไม่ใช้ของร่วมกับผู้ป่วย HIV – ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการไม่ใช้ของร่วมกันไม่ได้หมายถึงการรังเกียจ เพียงแต่ว่านี่เป็นวิธีการอยู่ร่วมกันของผู้ป่วย HIV กับคนทั่วไป เพราะปกติแล้วสิ่งของโดยทั่วไปก็ไม่ควรใช้ร่วมกันอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นแปรงสีฟัน, มีดโกน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งของทุกอย่างเสียหน่อย เพราะอย่างจาน, ชาม, ช้อน, ส้อม สิ่งเหล่านี้หากล้างให้สะอาดก็สามารถใช้ร่วมกันได้
  2. ใส่ถุงยางอนามัยหากต้องการมีเพศสัมพันธ์ – การอยู่กับผู้ป่วย HIV โดยเฉพาะกับแฟนหรือคนรักไม่ได้หมายความว่าจะมีเพศสัมพันธ์กันไม่ได้ เพียงแต่ว่าต้องรู้จักป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยและการพยายามไม่สัมผัสกับพวกสารคัดหลั่งต่างๆ
  3. ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยอยู่เสมอ – การทำความสะอาดที่อยู่อาศัยอยู่เสมอจะช่วยให้ไม่มีเชื้อ HIV ไปแพร่กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น บางทีผู้ป่วยอาจทำเลือดหยดเอาไว้แล้วเราไม่รู้ไปสัมผัสเข้ากับร่างกาย เพราะฉะนั้นการทำความสะอาดที่อยู่อาศัยเป็นประจำนอกจากจะทำให้ปลอดภัยแล้วยังช่วยให้ผู้ป่วยเองมีสุขภาพที่ดีด้วย
  4. มองสิ่งต่างๆ ในแง่บวก – ลำพังผู้ป่วย HIV ก็เครียดและซึมเศร้ามากพออยู่แล้ว คนที่อยู่ด้วยจึงจำเป็นต้องพยายามมองโลกในแง่บวก คอยให้กำลังใจ และมองว่าผู้ป่วย HIV ก็คือคนปกติคนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีความแตกต่างไปจากคนทั่วไป เพราะเขาแค่ไม่สบายป่วยเป็นโรคๆ หนึ่งเท่านั้น
  5. นำพาไปสร้างสิ่งดีๆ ร่วมกัน – อย่างการทำบุญ การออกกำลังกาย การไปเที่ยวด้วยกันสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จะสร้างกำลังใจชั้นดีให้กับผู้ป่วย HIV ทุกคนให้สามารถทำใจได้ว่าสิ่งที่เขาเป็นนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับคนรอบข้างแถมยังได้แง่คิดดีๆ ในชีวิตกลับมาอีกมากมายเพราะคนรอบข้างเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น

ความสัมพันธ์ของหนองในเทียมกับเอดส์

อาจมีหลายคนเกิดข้อสงสัยว่าหนองในเทียมเกี่ยวข้องกับเอดส์อย่างไร?? หากเป็นหนองในเทียมแล้วสามารถเป็นเอดส์ได้หรือไม่?? ก่อนที่เราจะมาหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ เรามาทำความรู้จักกับโรคหนองในเทียมก่อนดีกว่าคะ ว่าโรคนี้มีอันตรายร้ายแรงแค่ไหน!!!

โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่มักพบมากที่สุดจากเหล่าบรรดาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด จากข้อมูลรายงานของกองกามโรค(อดีต) ในปี 2547 มีผู้ป่วยติดเชื้อโรคหนองในสูงถึง 10.65 รายต่อประชากรแสนราย โดยมีผู้ป่วยโรคหนองในทั่วประเทศทั้งสิ้น 6,720 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ถึง 1,432 ราย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอันตรายว่าจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV เพิ่มขึ้น เพราะผู้ป่วยโรคหนองในมักมีโอกาสติดเชื้อ HIV ง่ายขึ้นเช่นกัน

ซึ่งผู้ป่วยโรคหนองในเทียมเกิดจากเชื้อ Neiserria gonorrhoeae การแสดงอาการในผู้ชายกับผู้หญิงจะแตกต่างกัน โดยในผู้ชาย หลังจากที่ติดเชื้อประมาณ 3-5 วัน เยื่อบุบตาอักเสบ มีผื่นตามตัว ในบางรายมีอาการปวดตามข้อร่วมกับตาแดง มีหนองขุ่น ไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ เวลาปัสสาวะแสบขัด ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่อัณฑะอักเสบ สู่โอกาสที่จะกลายเป็นหมันได้ในที่สุด

ในผู้หญิง อาการที่เห็นชัดเจน คือมีตกขาวเป็นมูกหนอง ไข้ขึ้นสูง ปวดท้องจากอุ้งเชิงกรานอักเสบ ปวดที่บริเวณท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด เชื้ออาจลุกลามไปจนถึงมดลูกส่งผลให้เกิดการท้องมดลูกได้

ส่วนความสัมพันธ์ของโรคหนองในเทียมกับเอดส์ โดยผู้ป่วยหนองในจะมีโอกาสได้รับเชื้อ HIV ได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็มีความสามารถแพร่เชื้อ HIV ให้กับผู้ที่สัมผัส ได้ปริมาณมากกว่าผู้ติดเชื้อ HIV ที่ไม่ได้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จากการสำรวจพบว่ากว่าร้อยละ 77 ของผู้ติดเชื้อ HIV มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์ ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ผู้ป่วยโรคหนองในเทียม คือกลุ่มคนที่เสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HIV มากสุด

ดังนั้นหากไม่อยากจะเป็นโรคหนองในเทียมการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น การมีปฎิสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง, การร่วมเพศโดยไม่มีการสอดใส่) , ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์แม้กับคู่นอนของตนเอง, รักษาความสะอาดส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ

และเมื่อพบว่าตนเองมีอาการติดเชื้อหนองในเทียมแล้ว ควรที่จะรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าปล่อยไว้นานอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและรักษายากกว่าเดิมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังก็ได้คะ

6 สิ่งที่คนมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเอดส์กับผู้ติดเชื้อ HIV

ถึงแม้ว่าโรคเอดส์จะไม่ใช่โรคใหม่สำหรับประเทศไทย คนไทยส่วนใหญ่เริ่มจะรู้จักและเข้าใจว่าโรคนี้อันตรายอย่างไร แต่ก็น่าประหลาดใจตรงที่คนไทยหลายคนยังมีความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ และผู้ป่วย HIV ไม่ถูกต้องเท่าที่ควร ดังนั้นเพื่อไขข้อข้องใจในความรู้ที่ไม่ถูกต้อง เราจึงรวบรวมความเข้าใจผิดๆ ที่เกี่ยวกับโรคเอดส์และผู้ติดเชื้อ HIV มาฝากกันคะ

  1. โรคเอดส์ กับ เชื้อ HIV เป็นคนละตัวกัน

  • HIV หมายถึง เชื้อไวรัส
  • เอดส์ หมายถึง ภาวะที่ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายถูกทำร้ายจากไวรัส HIV อีกทีหนึ่ง
  1. โรคเอดส์อาจมีโอกาสที่จะรอดชีวิต

การแพทย์ในยุคปัจจุบันยังไม่สามารถหายาที่จะรักษาโรคเอดส์ได้โดยตรง แต่ถ้าหากพบในระยะที่ยังเป็นการติดเชื้ออยู่ ผู้ป่วยก็ยังพอที่จะทานยาต้านไวรัส เพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าไปทำร้ายภูมิคุ้มกันในร่างกาย จนเกิดอาการผิดปกติออกมา ดังนั้นหากพบเชื้อได้เร็ว ก็จะยิ่งควบคุมเชื้อได้ง่าย โอกาสรอดก็มีสูงขึ้น

  1. คนเป็นเอดส์ ติดเชื้อ HIV ต้องเสียชีวิตด้วยอาการแผล ตุ้ม หนอง

สาเหตุของการเกิดแผลต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเชื้อเอดส์ แต่เกิดขึ้นจากเชื้อโรควัณโรค เข้ามาทำร้ายร่างกายหลังจากที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ไม่ดี ปล่อยให้เชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกายจนสำแดงอาการออกมา ซึ่งการแสดงอาการของโรคไม่ได้จะเป็นแค่แผลทางผิวหนัง อาจรวมถึง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

  1. ผู้ป่วยโรคเอดส์ และผู้ติดเชื้อ HIV คือคนที่สำส่อนในเพศสัมพันธ์

การติดเชื้อไม่ได้เกิดจากเพศสัมพันธ์เท่านั้นมีหลายคนที่อาจติดเชื้อ HIV จากแม่ หรือใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคควบคู่ไปด้วย

  1. เชื้อ HIV ไม่ใช่ไข้หวัดที่จะติดต่อกันได้ง่าย

  • เชื้อ HIV จะไม่ติดต่อกันผ่านทาง กอด จูบ (ยกเว้นกรณีที่มีแผลในปาก แล้วจูบแลกน้ำลายกัน) ทานข้าวร่วมกัน จานเดียวกัน ช้อนคันเดียวกัน มีเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ถุงยางอนามัย ลมหายใจ ใช้สิ่งของอุปโภคร่วมกัน
  • เชื้อ HIV ติดต่อกันได้ทาง สารคัดหลั่ง เลือด ผ่านการใช้เข็มฉีดยา การให้นมบุตรของมารดา รับสารคัดหลั่ง เลือดจากปากแผลสดๆ
  1. ผู้ติดเชื้อ HIV ไม่จำเป็นต้องกินยาต้านไวรัสไปตลอดชีวิต

การทานยาต้านไวรัสตรงเวลา   และมีการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ มีโอกาสที่เชื้อไว้รัส HIV จะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ จนสามารถหยุดทานยาไปได้ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างสม่ำเสมอประกอบด้วย

ในความเป็นจริงแล้วโรคเอดส์ และเชื้อไวรัส HIV ไม่น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด ลองเปิดใจและมองผู้ที่ติดเชื้อเหมือนคนปกติ แล้วคอยให้กำลังใจให้พวกเขาเหล่านั้นสู้ต่อไปคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดคะ