ความสัมพันธ์ของหนองในเทียมกับเอดส์

อาจมีหลายคนเกิดข้อสงสัยว่าหนองในเทียมเกี่ยวข้องกับเอดส์อย่างไร?? หากเป็นหนองในเทียมแล้วสามารถเป็นเอดส์ได้หรือไม่?? ก่อนที่เราจะมาหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ เรามาทำความรู้จักกับโรคหนองในเทียมก่อนดีกว่าคะ ว่าโรคนี้มีอันตรายร้ายแรงแค่ไหน!!!

โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่มักพบมากที่สุดจากเหล่าบรรดาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด จากข้อมูลรายงานของกองกามโรค(อดีต) ในปี 2547 มีผู้ป่วยติดเชื้อโรคหนองในสูงถึง 10.65 รายต่อประชากรแสนราย โดยมีผู้ป่วยโรคหนองในทั่วประเทศทั้งสิ้น 6,720 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ถึง 1,432 ราย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอันตรายว่าจะมีการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV เพิ่มขึ้น เพราะผู้ป่วยโรคหนองในมักมีโอกาสติดเชื้อ HIV ง่ายขึ้นเช่นกัน

ซึ่งผู้ป่วยโรคหนองในเทียมเกิดจากเชื้อ Neiserria gonorrhoeae การแสดงอาการในผู้ชายกับผู้หญิงจะแตกต่างกัน โดยในผู้ชาย หลังจากที่ติดเชื้อประมาณ 3-5 วัน เยื่อบุบตาอักเสบ มีผื่นตามตัว ในบางรายมีอาการปวดตามข้อร่วมกับตาแดง มีหนองขุ่น ไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ เวลาปัสสาวะแสบขัด ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่อัณฑะอักเสบ สู่โอกาสที่จะกลายเป็นหมันได้ในที่สุด

ในผู้หญิง อาการที่เห็นชัดเจน คือมีตกขาวเป็นมูกหนอง ไข้ขึ้นสูง ปวดท้องจากอุ้งเชิงกรานอักเสบ ปวดที่บริเวณท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด เชื้ออาจลุกลามไปจนถึงมดลูกส่งผลให้เกิดการท้องมดลูกได้

ส่วนความสัมพันธ์ของโรคหนองในเทียมกับเอดส์ โดยผู้ป่วยหนองในจะมีโอกาสได้รับเชื้อ HIV ได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ติดเชื้อ HIV ที่ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็มีความสามารถแพร่เชื้อ HIV ให้กับผู้ที่สัมผัส ได้ปริมาณมากกว่าผู้ติดเชื้อ HIV ที่ไม่ได้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จากการสำรวจพบว่ากว่าร้อยละ 77 ของผู้ติดเชื้อ HIV มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์ ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า ผู้ป่วยโรคหนองในเทียม คือกลุ่มคนที่เสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ HIV มากสุด

ดังนั้นหากไม่อยากจะเป็นโรคหนองในเทียมการป้องกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น การมีปฎิสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง, การร่วมเพศโดยไม่มีการสอดใส่) , ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์แม้กับคู่นอนของตนเอง, รักษาความสะอาดส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ

และเมื่อพบว่าตนเองมีอาการติดเชื้อหนองในเทียมแล้ว ควรที่จะรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าปล่อยไว้นานอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและรักษายากกว่าเดิมจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังก็ได้คะ